รูปภาพของพนิดา แก่นสำโรง
สร้างสมดุลที่ลงตัวระหว่างงานและครอบครัวได้อย่างไร
โดย พนิดา แก่นสำโรง - พุธ, 18 เมษายน 2018, 01:43PM
 

คนจำนวนมากต่างยึดมั่นทุ่มเทเวลาให้กับการทำงานอย่างสุดกำลังความสามารถ บ้างทำเพื่อไต่เต้าไปสู่ความสำเร็จในหน้าที่การงานตามที่มุ่งหมายไว้ บ้างก็เพื่อสร้างฐานะความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นด้วยการทำงานเก็บเงินหาเลี้ยงครอบครัว ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ บ้างก็ทุ่มเททำงานหนักเพื่ออนาคตของลูก และด้วยเหตุผล อื่น ๆ อีกนานัปการ จนคนจำนวนมากได้ละเลยและหลงลืมในการให้ความสำคัญกับ “ครอบครัว” การขาดสมดุลในการให้น้ำหนักความสำคัญระหว่างงานกับครอบครัวได้กลายเป็นปัจจัยที่เป็นบ่อนทำลายความสุขของสมาชิกในครอบครัวอย่างยิ่ง

ในความเป็นจริงแล้ว ครอบครัวนับเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อความสำเร็จในหน้าที่การงาน โดยสามารถเป็นได้ทั้งแรงผลักที่นำไปสู่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน ด้วยการทำหน้าที่เสมือนเป็นทัพหลังที่คอยสนับสนุนให้กำลังใจในการต่อสู้กับอุปสรรคนานาประการ ให้คำปรึกษาหารือในยามมีปัญหา ให้ความรักความห่วงใย การดูแลเอาใจใส่ ฯลฯ เห็นได้จากบทสัมภาษณ์นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จจำนวนมาก ที่ต่างยกความดีความชอบให้กับครอบครัว ภรรยา และลูก ๆ ของตน ว่าเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จดังกล่าว

ในทางตรงกันข้าม หากเราไม่รักษาสมดุลระหว่างชีวิตครอบครัวและชีวิตการทำงานที่ดีแล้ว ครอบครัวจะกลายเป็นสิ่งที่ฉุดรั้งความสำเร็จในหน้าที่การงานด้วยเช่นกัน เห็นได้จากตัวอย่างมากมายในสังคมที่พ่อแม่มีตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โต แต่กลับปล่อยปละละเลยไม่ดูแลลูกของตน ทำให้ลูกติดยาเสพติด เป็นนักเลงหัวไม้ จนเรื่องความเหลวแหลกของลูกได้ย้อนกลับมาทำลายชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือในตำแหน่งหน้าที่ การงานของผู้เป็นพ่อแม่เองในท้ายที่สุด หรือหากเราประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างมากแต่ครอบครัวกลับเต็มไปด้วยปัญหา มีการทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำ ความสำเร็จดังกล่าวย่อมไม่สามารถนำมาซึ่งความสุขความอิ่มเอมใจอย่างบริบูรณ์ได้ เนื่องจากต้องมาคอยห่วงหน้าพะวงหลังอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้นผู้ที่ปรารถนาจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานจึงต้องเรียนรู้การสร้างสมดุลที่ลงตัว

ระหว่างงานและครอบครัว โดยมีหลักการที่สำคัญคือ

การจัดสรรเวลาอย่างสมดุล

การจัดสรรเวลาอย่างสมดุลระหว่างครอบครัวและการทำงานไม่ได้หมายความว่า เราต้องให้เวลากับครอบครัวและการทำงานอย่างละเท่า ๆ กัน เช่น หากทำงานเป็นเวลา 3 ชั่วโมงแล้วย่อมต้องให้เวลากับครอบครัวเป็นเวลา 3 ชั่วโมง แต่เป็นการจัดสรรเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างสรรค์ และสามารถยืดหยุ่นได้ในยามที่มีเหตุจำเป็น ตัวอย่างเช่น

...พยายามทำงานให้เสร็จในเวลางาน ไม่แกล้งอู้งานจนต้องอยู่ทำงานนอกเวลาเพื่อรับโอที โดยเมื่อเลิกงานแล้วรีบกลับบ้านทันทีเพื่อไปใช้เวลากับครอบครัว ไม่เถลไถลไปเที่ยวเตร่จนกลับบ้านดึกดื่นมืดค่ำ

....ใช้เวลาในช่วงวันหยุดกับครอบครัวอย่างคุ้มค่าด้วยการหากิจกรรมทำร่วมกันไม่แนะนำให้ดูทีวีด้วยกันแบบตัวใครตัวมันโดยให้ทีวีเป็นศูนย์กลางแทนที่จะให้คนในครอบครัวเป็นศูนย์กลาง

...หากมีเหตุจำเป็นต้องทำงานนอกเวลาหรือทำงานในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ อาจขออนุญาตที่ทำงานพาลูกมานั่งทำการบ้านหรืออ่านหนังสือรอจนกว่าจะเสร็จงาน

...อาจขอนำงานมาทำที่บ้านเป็นบางโอกาสเพื่อจะได้ใช้เวลากับครอบครัว เช่น ในกรณีที่ลูก สามี หรือภรรยาเจ็บไข้ได้ป่วย

ไม่หมกมุ่นแต่เรื่องงาน

ไม่หมกมุ่นแต่เรื่องงานจนลืมที่จะให้ความสำคัญกับครอบครัว เช่น เอางานไปทำที่บ้านทุกวันโดยไม่สนใจใยดีคนในครอบครัว เก็บเอาความเครียดปัญหาความขัดแย้งในที่ทำงานไประบายกับสามีภรรยาและลูก ๆนำกฎเกณฑ์หรือค่านิยมบางอย่างในการทำงานไปใช้กับคนในบ้าน ตัวอย่างเช่น นำค่านิยมที่เจ้านายชอบพูดข่มขู่หรือวางท่าใส่ลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชามาใช้กับภรรยาและลูกที่บ้าน เป็นต้น

สื่อสารไม่ขาดตอน

หมั่นสื่อสารให้คนในครอบครัวรับรู้เรื่องรายละเอียดของงานที่ตนทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยลดช่องว่างในความเข้าใจระหว่างคนที่บ้านกับบริบทในที่ทำงาน ตัวอย่างเช่น อธิบายให้สามีหรือภรรยารับรู้ถึงลักษณะงานที่ตนทำอยู่ว่าเป็นเช่นไร เหตุใดต้องไปทำงานที่ต่างจังหวัดเป็นประจำ หรือต้องเลิกงานดึก เล่าถึงเพื่อน ๆ ในที่ทำงานให้คนในครอบครัวได้รู้จักและอาจพาไปพบตัวจริงเมื่อมีโอกาส สื่อสารให้ทางบ้านทราบทันทีหากมีความจำเป็นต้องกลับบ้านดึก ไปทำงานนอกสถานที่ หรือต้องค้างคืนในที่ทำงาน เป็นต้น

พึงสังวรประมาณตน

ไม่ก่อหนี้ ไม่สร้างภาระทางการเงินให้ตนเองมากเกินไป เช่น เป็นหนี้บัตรเครดิตราชาเงินผ่อน ฯลฯ จนเป็นเหตุให้ต้องทำงานหาเงินตัวเป็นเกลียวเพื่อชดใช้หนี้ที่เกิดขึ้นจนไม่มีเวลาให้กับครอบครัว ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ห่างเหิน ตึงเครียดเมื่อไม่สามารถหาเงินมาชดใช้ได้ทันตามกำหนด และอาจเป็นชนวนที่ทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งภายในครอบครัวตามมาได้

นอกจากนี้ตัวบริษัทหรือองค์กรควรที่จะมีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน ในการกำหนดนโยบายที่เอื้อต่อการสร้างสมดุลที่ลงตัวระหว่างงานและครอบครัวให้กับพนักงาน อาทิ

...กำหนดระยะเวลาการทำงานที่เหมาะสมเพื่อให้พนักงานได้มีเวลาเพียงพอที่จะแบ่งสรรให้กับครอบครัว

...การให้พนักงานได้ทำงานในช่วงเวลาที่ยืดหยุ่น สอดคล้องลงตัวระหว่างความต้องการของพนักงานและความเป็นไปได้ขององค์กร เพื่อให้พนักงานได้มีโอกาสแสดงบทบาทและหน้าที่ที่พึงมีต่อครอบครัว

...การเห็นคุณค่าครอบครัวของพนักงาน โดยการมอบของขวัญ ไปเยี่ยมเยียน จัดกิจกรรมให้กับพนักงานในวันสำคัญต่าง ๆ ของครอบครัว เช่น วันพ่อ วันแม่ วันสงกรานต์ หรือวันครอบครัวแห่งชาติ ฯลฯ

เนื่องจากปัจจัยในการสร้างบริษัทหรือองค์กรให้ประสบความสำเร็จได้นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงแค่ตัวพนักงานที่ทำงานในองค์กรเท่านั้น แต่รวมไปถึงครอบครัวของพนักงานทุกคนด้วยเช่นกันที่มีส่วนสำคัญยิ่งในการสร้างบุคคลกรที่มีคุณภาพให้เกิดขึ้นในองค์กร

ความสำเร็จในหน้าที่การงานนั้นไม่ได้เกิดจากการทุ่มเทอย่างไม่รู้จักหยุดพักเสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถสร้างสมดุลที่ลงตัวระหว่างงานและครอบครัวได้อย่างไรเพื่อให้ครอบครัวไม่เป็นแรงฉุดรั้งแต่เป็นแรงผลักดันให้เราก้าวไปสู่ความสำเร็จในหน้าที่การงานได้อย่างที่ตั้งใจ